099-103-8282
คู่มือเลือกซื้อเครื่องกรองฝุ่นปี 2025: ป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเพิ่มคุณภาพอากาศในบ้าน

1. ทำไมเครื่องกรองฝุ่นถึงจำเป็นในปัจจุบัน?
ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่มักมีค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน อากาศภายในบ้านที่ดูสะอาดอาจเต็มไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ
2. ประเภทของเครื่องกรองฝุ่นที่มีในตลาด
เครื่องกรองฝุ่นมีหลายประเภท โดยแต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน
- เครื่องกรองฝุ่น HEPA (High Efficiency Particulate Air Filter)
✅ สามารถดักจับฝุ่นขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน ได้ถึง 99.97%
✅ กรองละอองเกสร ไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้
✅ เหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กหรือผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ เครื่องฟอกอากาศระบบคาร์บอน (Activated Carbon Filter)
✅ กำจัดกลิ่น ควันบุหรี่ และสารเคมีในอากาศ
✅ เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง หรืออยู่ใกล้แหล่งมลพิษเครื่องกรองฝุ่นระบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator)
✅ ใช้ไฟฟ้าแรงสูงดักจับอนุภาคฝุ่น
✅ ลดฝุ่นละอองได้ดี แต่ต้องทำความสะอาดแผ่นกรองเป็นประจำเครื่องกรองฝุ่นด้วยน้ำ (Water-based Air Purifier)
✅ ใช้น้ำเป็นตัวดักจับฝุ่นและกลิ่น
✅ เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความชื้นในอากาศ
3. วิธีเลือกซื้อเครื่องกรองฝุ่นให้เหมาะกับบ้านของคุณ
ขนาดพื้นที่ใช้งาน
เลือกขนาดของเครื่องให้เหมาะกับห้องที่ต้องการใช้ เช่น ห้องนอนขนาดเล็กควรใช้เครื่องที่มี CADR (Clean Air Delivery Rate) ประมาณ 100-200 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที ในขณะที่ห้องรับแขกควรมี CADR สูงกว่า 300ชนิดของตัวกรอง
ควรเลือกเครื่องที่มี HEPA Filter หากต้องการป้องกันฝุ่น PM 2.5 หรือมี Activated Carbon Filter หากต้องการกำจัดกลิ่นเสียงรบกวน
เครื่องที่มีโหมดเงียบจะช่วยให้ใช้งานในเวลากลางคืนได้โดยไม่รบกวนการนอนฟังก์ชันเสริม
✅ ระบบเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศ
✅ การควบคุมผ่านแอปมือถือ
✅ ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วย UV
4. วิธีดูแลรักษาเครื่องกรองฝุ่นให้ใช้งานได้ยาวนาน
- ทำความสะอาดไส้กรองทุก 2-3 เดือน
- เปลี่ยนไส้กรอง HEPA ตามอายุการใช้งาน
- หลีกเลี่ยงการวางเครื่องในมุมอับ เพื่อให้ไหลเวียนอากาศได้ดี


